วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความพอเพียงในด้านการเกษตร

ความพอเพียงในการเกษตร
ทว่าประเทศคิวบาดูเหมือนจะเพียงประเทศเดียวที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ประเทศอย่างยั่งยืน
ความย่อ : คิวบาขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจนและยังถูกสหรัฐอเมริกาปิดล้อมทาง เศรษฐกิจมาเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ แต่ปัจจุบันกลับพึ่งพาตัวเองได้ พลิกผันจากเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรทางเลือกหรือเกษตรอินทรีย์และพัฒนา พลังงานทางเลือก แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อสื่อมวลชนตะวันตกและผู้นำทางการเมืองโลกอย่าง สหรัฐ กลับไม่เหลียวแลประเด็นการพึ่งตัวเองของคิวบา ทั้งที่เป็นการประสบความสำเร็จในการสร้างอธิปไตยทางอาหาร

คิวบายุคหลังอาณานิคม : ฟื้นฟูทรัพยากร
การจัดลำดับให้คิวบาครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ว่า คิวบาเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระดับการพัฒนาทางสังคมสูงมาก ครอบคลุมไปถึงระบบสุขภาพที่ดีและระบบการศึกษาด้วย ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีการดึงทรัพยากรไปใช้มากมายแต่อย่างใด แต่ความสำเร็จของคิวบาคงต้องยกนิ้วให้ว่ามันยิ่งกว่าแปลกเสียอีก เพราะว่าคิวบาถูกขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจน และยังถูกสหรัฐอเมริกาปิดล้อมทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษแล้วนั่นเอง
นับตั้งแต่การปฏิวัติในปี 2502 รัฐบาลคิวบาและประชาชนต่างก็ต้องทำงานหนัก เพื่อปกป้องและฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติของพวกเขาที่ ถูกรุกรานจนเสียหายอย่างหนัก จากการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมและจักรวรรดินิยมเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่าน มา ในปี 2502 นี่เองที่รัฐเริ่มรณรงค์ปลูกป่าเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าจะค่อยๆ คืบคลาน แต่รัฐก็ยังคงทุ่มเทต่อไป ทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14 ไปอยู่ที่ร้อยละ 24.3
สิ่งแวดล้อมของคิวบาถูกจัดว่าเป็นเขตที่ดั้งเดิมเก่าแก่อย่างมาก เนื่องมาจากพื้นที่จำนวนมากที่ถูกกำหนดให้อนุรักษ์รักษาไว้ ประกอบกับสนธิสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหลายฉบับที่คิวบาเคยลงนาม ไว้ นอกจากนี้บริเวณชายฝั่งและป่าชายเลนของคิวบายังถูกขนานนามว่า มงกุฎเพชรแห่งความหลากหลายชีวภาพทางทะเล แคริบเบียนเพราะบริเวณดังกล่าวถือได้ว่าเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ ที่หลบภัยแก่สัตว์น้ำและปลาหลายร้อยชนิด

ยุคหลังพัฒนาอุตสาหกรรม : ระบบเกษตรอินทรีย์
ความสำเร็จที่โด่งดังที่สุดอย่างหนึ่งในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของ คิวบา คือ การแพร่หลายของระบบเกษตรอินทรีย์ และการไม่ใช่ยาปราบศัตรูพืชหรือปุ๋ยเคมีในภาคเกษตรกรรมทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ย้อนไปไม่นานนักระบบเกษตรกรรมของคิวบาก็คล้ายคลึงกับประเทศโลกที่สามทั้ง หลาย ที่ใช้แรงงานจากเครื่องจักรกลเป็นหลัก การนำเข้าสารเคมี ยาปราบศัตรูพืช และปุ๋ยเคมีจำนวนมาก เพื่อมาใช้ในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ (และพืชเชิงเดี่ยว) โดยมีน้ำตาลและยาสูบเป็นพืชส่งออก แต่ในขณะที่ประเทศที่ด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาทั้งหลายพึ่งพาปัจจัยในการผลิต และตลาดจากประเทศตะวันตก แต่คิวบาพึ่งพากลุ่มประเทศในสหภาพโซเวียตเป็นหลักด้วยเหตุนี้เอง
ในช่วงราวปี 2523 คิวบาประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างมาก มีระดับการก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดในกลุ่มประเทศ ละตินอเมริกาด้วยกัน เนื่องจากความเหนือกว่าในหลายด้าน เช่น มีสัดส่วนจำนวนแพทย์ต่อหัวประชากรสูงกว่า อัตราการตายแรกเกิดของทารกต่ำกว่า และมีเด็กได้รับการศึกษาในระดับมัธยมสูงกว่ากระนั้นท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบต่อด้านสิ่งแวดล้อมจากระบบการเกษตรกรรมเช่นนี้ก็ฉายแววออกมา ไม่ใช่แค่เพียงคิวบา แต่มันเกิดขึ้นในทุกประเทศ อย่างไรก็ดี เงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศของคิวบา กลับไม่ได้รับความเมตตาทางการตลาด เฉกเช่นกับประเทศยากจนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย    ทำให้คิวบาต้องปรับราคาน้ำตาลที่ผลิตในคิวบาเองขึ้นไปอยู่ที่ราคาเฉลี่ย สูงกว่าตลาดโลกทั่วไปถึง 5.4 เท่า และก็อนุญาตให้จ่ายค่าน้ำตาลเป็นน้ำมันปิโตรเลียมได้ เนื่องจากน้ำมันเป็นทรัพยากรเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในการแลก เปลี่ยนกับต่างประเทศ ไม่เพียงแค่นั้นคิวบายังพึ่งพาตลาด (นำเข้า-ส่งออก) สหภาพโซเวียต (ในอดีต) กว่าร้อยละ 80 ในสัดส่วนนี้เป็นการอาหารกว่าร้อยละ 57 ทีเดียว
ในปี 2534 เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น เศรษฐกิจของคิวบาก็ล้มพับตามไปด้วย ยอดการนำเข้าน้ำมันวูบลงร้อยละ 53 และข้าวสาลี, ข้าว รวมถึงผลิตผลทางด้านอาหารต่าง ๆ ตกลงมามากกว่าร้อยละ 50 ส่วนการนำเข้าปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชที่ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้ภาวะการผลิตภายในประเทศลดลงถึงร้อยละ 80 ความหิวโหยและความอดอยากแพร่วงกว้างออกไป และนั่นคือภัยคุกคามที่แท้จริงสำหรับคิวบา    ฉะนั้นในช่วงวิกฤตปีแรกๆ หลังจากปี 2534 ชาวคิวบามีอัตราเฉลี่ยได้รับสารอาหารต่อวันลดน้อยลงกว่าช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ ประมาณร้อยละ 30 ประชากรมีน้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ยกว่า 9 กิโลกรัม ส่วนการเข้าคิวรอยาวเหยียดรอการปันส่วนอาหารก็กลายเป็นกิจกรรมประจำวันของ ชาวคิวบา
นอกจากนี้กระแสไฟฟ้ายังดับอยู่บ่อยๆ ระบบขนส่งมวลชนก็ต้องชะงักไปเนื่องจากไม่มีน้ำมันเติมให้เครื่องยนต์สามารถ วิ่งบริการได้ ในช่วงเดียวกันนี่เองก็เกิดเหตุซ้ำเติมชะตากรรมของชาวคิวบามากยิ่งขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศใช้นโยบายปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อคิวบา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดแรงต่อต้านและกบฏต่อรัฐบาลในยุคนั้น

ยุคหลังกระแสหลัก สู่กระแสรอง (ทางเลือก)
ในปี 2534 รัฐบาลคิวบากลับประกาศให้ประเทศเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจในภาวะสงครามแม้ว่าคิวบาจะอยู่ในช่วงเวลาพิเศษที่ประเทศมีสันติ ทำให้ต้องมีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดังกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ชาวคิวบาหลายล้านคนต่างก็มึนงงและถกเถียงโต้แย้งเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง สุดท้ายก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบเกษตรกรรมขนานใหญ่ โดยการลดต้นทุนการผลิต (ที่ต้องนำเข้า) และหันมาสู่ภาคปฏิบัติ เกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองมากขึ้น
กอปรกับสหภาพโซเวียตถอนกำลังความช่วยเหลือและการสนับสนุนไปอย่าง กะทันหันนี่เอง ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ของคิวบาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไปสู่เงื่อนไขในการพัฒนาแบบใหม่ นั่นคือ การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ    ด้วยจำนวนประชากรคิวบาเพียงร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของแถบละตินอเมริกา แต่คิวบากลับมีนักวิทยาศาสตร์คิดเป็นร้อยละ 11 ของทั้งหมด ในภาคเกษตรกรรม ในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของกระแสทางนิเวศวิทยาจากประเทศแถบตะวันตก และช่วงการปรับเปลี่ยนกระแส พร้อมกับการหวนกลับไปสู่การทำเกษตรตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ถูกสืบทอดกันมาแต่ บรรพบุรุษ ในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้คนรุ่นใหม่ เหล่านักวิทยาศาสตร์ส่งเสริมระบบเกษตรทางเลือกและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน กันอย่างหลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น
การผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้หนอนช่วยย่อยสลาย หรือปุ๋ยชีวภาพก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกษตรกรชาวคิวบาหันมาใช้ทดแทนการใช้ ปุ๋ยเคมี หันมาใช้วัวไถแทนเครื่องแทรกเตอร์ หันมาผลิตยาปราบศัตรูพืชชีวภาพ เกษตรกรรมที่ใช้ที่ดินมหาศาลซึ่งเคยให้ผลผลิตถึงร้อยละ 80 กลับต้องชะงักไป มาสู่การกระจายที่ดินผืนเล็กๆ สู่เกษตรกรหลายย่อย ซึ่งพวกเขาสามารถประยุกต์ ปรับเปลี่ยน รวมไปถึงการทำเกษตรแบบผสมผสาน และใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตก็เพิ่มขึ้น
ระบบเกษตรแบบรัฐที่ใช้ที่ดินจำนวนมากนั้น พิสูจน์ตัวของมันเองแล้วว่า ไร้ความยืดหยุ่น ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ง่ายๆ เลย ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากแรงงานที่มาทำงานในสวนเหล่านั้นขาดความรู้เกี่ยวกับ ระบบเกษตรอินทรีย์อีกด้วย ฉะนั้นในปี 2536 รัฐบาลก็ดำเนินการโครงการเชื่อมคนกับที่ดินเข้าหากัน ทำให้ที่ดินผืนใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นผืนเล็กๆ ให้แก่เกษตรกร เกิดการรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์การเกษตรขึ้นมา เพื่อเกษตรกรรายย่อยจะสามารถขายผลิตผลของพวกเข้าได้ ทำให้คลังสินค้าทางการเกษตรของประเทศถูกเติมเต็มอีกครั้งหนึ่ง
ภาวะขาดแคลนอาหารและแรงสนับสนุนจากรัฐนี่เอง ที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของฟาร์มเล็กๆ จำนวนมาก ในภายปี 2541 ทั้งในและโดยรอบเมืองฮาวานา (เมืองหลวงของคิวบา) มีฟาร์ม/สวนในเมืองกว่า 8,000 แห่ง ดูแลโดยชาวไร่ชาวสวนกว่า 30,000 คน ในปี 2545 สวนในเขตเมืองดังกล่าวผลิตอาหารได้ถึง 3.2 ล้านตัน เป็นพืชผักอย่างน้อยร้อยละ 50 ของการผลิตพืชผักทั้งหมดในฮาวานา และคิดเป็นร้อยละ 80 – 100 ของปริมาณพืชผักในเมืองเล็กต่าง ๆ
ทั่วทั้งประเทศมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในภาคเกษตรกรรมมากกว่า 200,000 คน ศูนย์การผลิตยาปราบศัตรูพืชชีวภาพกว่า 200 แห่งยังจำหน่ายทั้งอุปกรณ์ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยหมักกันอย่างคึกคัก ในปี 2546 กระทรวงเกษตรของคิวบาใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลลดลงกว่าร้อยละ 50 ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีปราบศัตรูพืชลดลงร้อยละ 10 ของปริมาณที่เคยใช้อยู่ในปี 2532

ยุคฟ้าหลังฝน : ปฏิวัติพลังงานสู่ความยั่งยืน
เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันที่ลดลงไปกว่าครึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีผลทำให้ชาวคิวบาเริ่มตระหนักถึงการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลริเริ่มหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพคิวบาได้พัฒนาอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศ ขึ้น พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่เราเรียกว่า โซลาร์พาวเวอร์ (Solar power) นี้ ทำให้พื้นที่ในชนบทที่ไม่มีหม้อแบตเตอร์รี่ติดตั้งก็สามารถมีไฟฟ้าใช้ได้ โรงพยาบาลหลายร้อยแห่ง และที่ทำการศูนย์กลางของหมู่บ้าน และโรงเรียนกว่า 2,000 แห่งก็ใช้โซลาร์พาวเวอร์ อีกทั้งยังมีโครงการขยายรูปแบบการเข้าถึงไฟฟ้าอย่างนี้อีกกว่า 100,000 แห่งให้แก่ครอบครัวในชนบทไม่เพียงแค่นั้น ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อยได้มากที่สุด พบว่าชานอ้อยยังสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมดของประเทศ การคมนาคมขนส่ง รถยนต์ชนิดต่างๆ ก็ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความช่วยเหลือจากรัฐ และการกระตุ้นส่งเสริมให้ชาวคิวบาหันมาปั่นจักรยานและใช้ระบบขนส่งมวลชนด้วย
ปีที่แล้วถูกประกาศให้เป็นปีแห่ง การปฏิวัติพลังงานคนหนุ่มสาวราว 30,000 คนระดมพลกันทั่วประเทศ รณรงค์ติดตั้งหลอดประหยัดไฟฟ้ากว่า 9 ล้านหลอด และรณรงค์ให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดไฟแทนที่เครื่องรุ่นเก่าทั้งหลาย นอกจากนี้ยังรณรงค์ให้ปั้มน้ำมันต่าง ๆ ยุติการเอาเปรียบลูกค้าและฉ้อโกง งานหลักในการรวมพลครั้งนี้รวมไปถึงการพัฒนาสถานีไฟฟ้า/เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ให้ดีขึ้น เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ ทำให้กลางปี 2549 ที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยๆ ไปได้
การค้นคว้าวิจัยด้านพลังงานยังดำเนินต่อไป ขยายวงไปสู่ทรัพยากรด้านอื่นๆ ด้วย เช่น พลังงานจากลม, ความร้อนจากมหาสมุทร (thermo-oceanic) และจากชีวมวล ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ คิวบากำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมนานาชาติสำหรับ พลังงานหมุนเวียนการอนุรักษ์พลังงาน, การศึกษาด้านพลังงาน และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพลังงานจากลมนานาชาติอีกด้วย

ฉากสุดท้าย หลุดพ้นจากภาวะพึ่งพา
ท่ามกลางเมฆหมอกของภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนต่ออนาคตของมนุษยชาติในขณะนี้ กรณีตัวอย่างจากประเทศคิวบาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้ในสถานการณ์ทางการเมืองที่กระทำต่อประเทศยากจนเช่นนี้   แต่โชคไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อบรรดาสื่อมวลชนและการเมืองตะวันตกเพิกเฉยต่อ ประเด็นเหล่านี้ ปี 2544 โครงการข่าวไม่เป็นข่าว (Project Censored) ก็จัดให้ข่าวเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนของคิวบาติดอันดับ 1ใน 25 ด้วย แม้แต่ในรายงานการค้นพบของ WWF ก็นำเสนอประเด็นนี้น้อยเหลือเกิน
นั่นก็เพราะการนำเสนอการทำเกษตรอินทรีย์ของคิวบาจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และเป็นภัยคุกคามผลประโยชน์หลายพันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ในธุรกิจด้านการเกษตรที่สลับซับซ้อนของบรรษัทยักษ์ใหญ่ อาทิ มอนซาโต้ และอาจกลายเป็นวันสูญสิ้นของนิยายปรัมปราที่ว่า ประเทศยากจนไม่สามารถจะหาเลี้ยงประชาชนของตัวเองได้ ผลิตส่งออกไม่ได้ หากปราศจากความช่วยเหลือจากบรรษัททั้งหลาย  วัฏจักรแห่งการพึ่งพาได้จบสิ้นไปเสียที เมื่อการเดินหน้าระบบเกษตรอินทรีย์ของคิวบา เข้าไปแทนที่วงจรเดิม ๆ การปลูกพืชให้ได้ผลผลิตต่อไร่ปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องแลกมาด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชที่ก่อให้ศัตรูพืช และโรคพืชดื้อยามากขึ้น คุณภาพดินเสื่อมอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้บีบบังคับให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการซื้อปัจจัยการผลิตที่ สูงขึ้นๆ เรื่อยๆมันใกล้จบลงแล้ว
เมล็ดที่ไม่สามารถให้เมล็ดต่อได้” (ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกทุกครั้งไป) ก็ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการตัดต่อปรับแต่งพันธุกรรมของบรรษัทข้ามชาติ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะพึ่งพิงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันราคาพืชผลในตลาดโลกก็ยิ่งต่ำลง เนื่องมาจากการอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตรของประเทศร่ำรวยต่าง ๆ คิวบาจึงสะท้อนให้เห็นแจ่มชัดว่า ประเทศยากจนก็สามารถประสบความสำเร็จได้ มีอธิปไตยแหล่งอาหารของประเทศเอง โดยปราศจากการแทรกแซงของบรรษัทข้ามชาติต่างชาติ (และแปลกหน้าได้) ประเทศคิวบาแสดงให้เราเห็นอีกประการหนึ่งที่สำคัญว่า เมื่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศถูกควบคุมโดยรัฐ (สังคมนิยม) แล้ว แต่เมื่อมันเป็นไปเพื่อสังคมโดยรวม และเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ประชาชนของประเทศทั้งหมด นั่นย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน ที่จะมอบให้อยู่ในอุ้งมือของบรรษัทเอกชนของชนชั้นสูงที่หิวกระหายกำไรบนความ เดือดร้อนของมนุษย์ (ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ในประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย-เสรีทุนนิยมอีกมากมาย)

การแต่งกายของชาวคิวบา

เสื้อผ้าประจำชาติคิวบา

เสื้อผ้า

"คิวบา" โฉมใหม่ ประกาศใช้ "เสื้อกัวยาเบอรา" เป็นชุดประจำชาติวันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:57:35 น.
ในช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติ เครื่องแบบสีเขียวมะกอกถูกพิจารณาให้ใช้เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติในสมัยนั้น แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ประเทศคิวบาในปี 2010 จึงมีข้อบังคับในการแต่งกายที่ต่างออกไปกระทรวงต่างประเทศคิวบาได้ออกข้อบังคับให้ข้าราชการทุกคนต้องสวมเสื้อ "กัวยาเบอร่า" ซึ่งเป็นเสื้อเชิ้ตแบบหลวม ประกอบด้วยกระเป๋าเสื้อขนาดใหญ่ 4 ข้าง และบังคับใช้เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติ
"เสื้อกัวยาเบอร่า ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว และถือเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมีเอกลักษณ์ และการแสดงออกที่ถูกต้องตามหลักการของความเป็นประเทศคิวบา" มติของกระทรวงต่างประเทศกล่าว    ข้าราชการฝ่ายชาย จะต้องสวมเสื้อกัวยาเบอร่าแขนยาวสีขาว หากต้องเข้าร่วมงานพิธีการของรัฐ ส่วนข้าราชการฝ่ายหญิงสามารถสวมเสื้อที่มีสีสันต่างออกไปได้ โดยส่วนใหญ่เสื้อดังกล่าวจะทำมาจากผ้าลินิน หรือผ้าฝ้าย เพื่อให้เหมาะสมต่อสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของคิวบา
เสื่อกัวยาเบอร่า มีต้นกำเนิดในจังหวัดแซงติสปิริตุส  บนฝั่งแม่น้ำยายาโบ โดยคนงานในไร่ยาสูบ ได้ดัดแปลงผ้าลินินมาเป็นเสื้อเชิ้ตแบบ 4 กระเป๋าเพื่อสำหรับเก็บซิการ์ระหว่างการทำงานในไร่
ปัจจุบันเสื้อดังกล่าวได้รับความนิยมมากในภูมิภาคลาตินอเมริกา และประเทศแถบแคริบเบี้ยน โดยนายฮิวโก ชาเวซ ประธานาธิบดีแห่งเวเนซูเอลา ก็นิยมเสื้อประเภทนี้เช่นกัน แต่ดัดแปลงให้เป็นเสื้อกันกระสุนแทน แต่ยังคงรูปแบบการมีระบายข้างแบบคิวบา โดยมติของกระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่าเสื้อกัวยาเบอร่า มีการพัฒนาอย่างช้าๆมาจากชนชั้นรากหญ้า และได้รับการสวมใส่ด้วยความภาคภูมิใจและพึงพอใจ จากประชาชนชาวคิวบาทุกคน
มติดังกล่าว ยังไม่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดข้อโต้แย้งจากประชาชนโดยทั่วไปมากนัก นอกเหนือจากความต้องการให้เสื้อดังกล่าวดูหนักแน่นขึ้น โดยการดัดแปลงให้เป็นเสื้อเชิ้ตในรูปแบบตะวันตก และมีการสวมเน็คไท
เสื้อกัวยาเบอร่า มีคุณค่าทางสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการทำสงครามประกาศเอกราชจากสเปน โดยนายนาร์ซิโซ โลเปซ ผู้นำการปฏิวัติได้สวมเสื้อดังกล่าวในการโบกธงชาติประกาศอิสรภาพเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 1850

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อาหารของคิวบา

อาหารของชาวคิวบา

อาหารคิวบาสะท้อนถึงวัฒนธรรมต่างๆ ที่ตอนนี้แต่งหน้าคิวบาและชาวคิวบา. บ่าว และ อพยพจาก แอฟริกา, สเปน, ฝรั่งเศส, เฮติ และ ใกล้ หมู่ เกาะ แคริบเบียน อิทธิพล ปรุง อาหาร คิวบา; ในความเป็นจริง พื้นที่ ต่างๆ ของ ประเทศ คิวบามีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามประเพณีที่แตกต่างกัน และ สูตร. เช่น อาหาร คิวบา Western โปรดปรานอิทธิพลยุโรปตะวันออก   ขณะที่อาหารคิวบามาจากแอฟริกา และ แคริบเบียน ปรุง อาหาร.

ตัวอย่าง ของ อาหารคิบา
อาหารค่ำคิวบาปกติอาจรวมข้าวขั้นพื้นฐาน และ ถั่ว พร้อมด้วยอาหารคาวและ สลัด ของ มะเขือเทศ และ ผักสลัด อะ โว คา โด.

ที่ใช้ทั่วไปเครื่องเทศ
เครื่องเทศ ทั่วไปที่ใช้ในการปรุงอาหารคิวบาเป็นผงยี่หร่า, กระเทียม เครื่องเทศ หอม และ พวงมาลัย อ่าวใบ.

Sofrito
Sofrito จะใช้เป็นฐาน ในเนื้อและอาหารรสถั่ว. ก็มักจะเตรียมการล่วงหน้า และ มี การผสมผสาน ของ peppers ระฆัง, กระเทียม, หอม ผงยี่หร่า, ใบออริกา โน และ อ่าว.

Desserts และ Pastries
ผัดคิวบา-pastries  จะเต็มไปด้วยส่วนผสม หวาน หรือ เผ็ด เช่น ครีม ชีส, ฝรั่ง, สับปะรด, แฮม หรือ เนื้อ. พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นขนม กับ กาแฟ.

แซนวิชเกี่ยวกับคิวบา
สร้างชื่อเสียงแรงงานอพยพ, แซนวิชคิวบา เริ่มต้นด้วยขนมปัง คิวบา ลายเซ็นที่ได้รับรสและเนื้อ จากมันและ การปรุงสุกใน plancha และ จะเต็มไปด้วย แฮมหมูอบ, ซาลามี่ชีสสวิส, มัสตาร์ด และ แตงกวา ดอง. มีการถกเถียงมากกว่าส่วนผสมอะไร "เก่า" แซนด์วิชคิวบารวมและสูตรแตกต่างกันตามความชอบ ส่วนตัว.

ข้อมูลทั่วไปคิวบาข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลประเทศคิวบา
ชื่อทางการ : สาธารณรัฐคิวบา
เมืองหลวง : เมืองฮาวาน่า
พื้นที่ : 110,861 กิโลเมตร
ประชากร : ประชากรประมาณ 11.4 ล้านคนแบ่งออกเป็นชาวยุโรป65.05%(ชาวสเปน,ชาวฝรั่งเศส, ชาวอิตาลี, ชาวโปรตุเกส) 10.08% เป็นชาวแอฟริกาตะวันตก 23.84% เป็นลูกครึ่ง  1.03% เป็นชาวจีน
ภาษา :ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ
ศาสนา : 60% ของประชากรนับถือคาธอลิค, 5% นับถือโปรแตสแตนซ์ และยังมีศาสนาอื่น ๆ เช่นกัน
การปกครอง :การปกครองแบบคอมมิวนิสต์
ประธานาธิบดี : นายราอูล คาสโตร
สกุลเงิน : เงินเปโซ

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

สกุลเงินคิวบา

สกุลเงิน
ในปัจจุบันรัฐบาลมีเงินสกุลท้องถิ่นอยู่ 2 ระบบคือเงินสกุลท้องถิ่นที่เรียกว่า เปโซท้องถิ่นหรือ C.U.P. (กุ้บ) และเงินที่แปรเปลี่ยน หรือ Convertible Pesos หรือเรียกอีกอย่างว่า C.U.C. (กุ้ก) เงิน C.U.P. เปรียบเสมือนเงินที่รัฐฯ ให้การสนับสนุนสัดส่วนการประทังชีวิต เช่น อาหารหรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และเงิน C.U.C. ซึ่งเป็นเงินที่ที่ใช้สำหรับซื้อสินค้าอื่นๆ ทั่วไป เช่นเสื้อผ้า และสินค้าฟุ่มเฟือย นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศคิวบามีสิทธิ์ที่จะแลกเงินสกุล C.U.C. ได้เท่านั้น ในขณะที่พนักงานของรัฐฯ อาจได้รับเงิน 2 ส่วนทั้งเงิน C.U.P และ C.U.C. เป็นต้น
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 C.U.C. เท่ากับ 1.1054 ยูโร หรือเท่ากับ 0.0694 เปโซเม็กซิโก และเท่ากับ 0.9259 เหรียญสหรัฐฯ แต่ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศคิวบามีปัญหาทางด้านการเมืองกับสหรัฐฯ ประกอบเงินเหรียญสหรัฐฯ เป็นที่ต้องการของภาครัฐฯ ทำให้กำหนดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกร้อยละ 10 ของเงินเหรียญสหรัฐฯ ทั้งจากการแลกเปลี่ยนหรือการโอนเงิน สำหรับเงินสกุลอื่นสามารถแลกเปลี่ยนได้โดยทั่วไป และยังที่นิยมแลกเปลี่ยนได้แก่ เงินสกุลยูโร เหรียญแคนาดา และเปโซเม็กซิโก ซึ่งหากเปรียบเทียบเงินสกุล C.U.C. ของคิวบาแล้ว อัตราเงินที่รัฐบาลกำหนดไว้เป็นอัตราที่สูงมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาประเทศคิวบามีอัตราแพง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของคิวบาไม่มีเงินเพียงพอที่เข้ามามีส่วนร่วมกับความเป็นอยู่เหมือนชาวต่างประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 C.U.C. เท่ากับ 1.1054 ยูโร หรือเท่ากับ 0.0694 เปโซเม็กซิโก และเท่ากับ 0.9259 เหรียญสหรัฐฯ แต่ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศคิวบามีปัญหาทางด้านการเมืองกับสหรัฐฯ ประกอบเงินเหรียญสหรัฐฯ เป็นที่ต้องการของภาครัฐฯ ทำให้กำหนดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกร้อยละ 10 ของเงินเหรียญสหรัฐฯ ทั้งจากการแลกเปลี่ยนหรือการโอนเงิน สำหรับเงินสกุลอื่นสามารถแลกเปลี่ยนได้โดยทั่วไป และยังที่นิยมแลกเปลี่ยนได้แก่ เงินสกุลยูโร เหรียญแคนาดา และเปโซเม็กซิโก ซึ่งหากเปรียบเทียบเงินสกุล C.U.C. ของคิวบาแล้ว อัตราเงินที่รัฐบาลกำหนดไว้เป็นอัตราที่สูงมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาประเทศคิวบามีอัตราแพง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของคิวบาไม่มีเงินเพียงพอที่เข้ามามีส่วนร่วมกับความเป็นอยู่เหมือนชาวต่างประเทศ

เมืองฮาวาน่า

เมืองฮาวาน่า
ข้อมูลเมืองฮาวาน่า
เมืองฮาวาน่าก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1515 และได้กลายมาเป็นหนึ่งในเมืองการค้าของโลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวง และศูนย์รวมการค้าของประเทศคิวบา เมืองฮาวาน่าประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน : ได้แก่ย่านเมืองเก่า, ย่านVedado และย่านเมืองใหม่ทางด้านทิศตะวันตก(ซึ่งสถาบันอยู่ในเขต Miramar ซึ่งอยู่ในส่วนนี้) และย่านเมืองเก่าของฮาวาน่า ยังได้รับการรับรองจากองค์กรณ์ยูเนสโก เพราะถือว่าเป็นมรดกโลกเช่นกัน
เทศกาลต่าง ๆ
มีเทศกาลมากมายที่เมืองฮาวาน่า เช่น Las Terrazas, Canimar River, Varadero, Vinales, Playas del Este และ Trinidad, พิพิธภัณฑ์เหล้ารัม, Casa de la Amistad, พิพิธภัณฑ์ ประจำเมือง, Cienfuegos
ช้อปปิ้งที่เมืองฮาวาน่า
ร้านค้าที่เมืองฮาวาน่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หลังจากการเปิดตัวของ Tiendas Carlos Tercero ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ห้างแรก ๆ ที่เปิดทำการ เมืองฮาวาน่ามีร้านค้ามากมาย และหลากหลายให้คุณได้เลือกซื้อไม่ว่าจะเป็น ซิการ์, เหล้ารัม, เสื้อ Guevera, เมล็ดกาแฟ และของที่ระลึกท้องถิ่นอีกมากมาย โดยเวลาทำการปกติจะเปิด 10.00 – 18.00 ทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ และวันอาทิตย์ 10.00-13.00 สกุลเงินที่ใช้คือ เปโซ และเครดิตการ์ดก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป (ยกเว้น American Express และบัตรที่ออกจากประเทศอเมริกา)
ชีวิตกลางคืน
กล่าวได้ว่า เมืองฮาวาน่าเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา แม้จะเป็นตอนกลางคืนก็ตาม มีไนท์คลับดัง ๆ อย่าง Tropicana หรือ Casa de la Musica ซึ่งเป็นที่ ๆ ชาวพื้นเมือง และนักท่องเที่ยวจะออกมาเต้นซัลซ่าไปพร้อม ๆ กัน และยังมีร้านนั่งดื่มเล็ก ๆ มากมายที่คุณจะสามารถลิ้มรสไปกับเหล้ารัมซักแก้ว พร้อมเพลิดเพลินไปกับเพลงของคิวบา และยังมีโรงภาพยนต่าง ๆ มากมายที่พร้อมใจกันลดราคาเป็นพิเศษสำหรับช่วงกลางคืน
การเดินทางภายในเมืองฮาวาน่า
รถโดยสารภายในเมืองฮาวาน่าค่อนข้างจะมีจำนวนจำกัด และมักไม่ค่อยจะตรงเวลาซักเท่าไหร่ รถโดยสารที่พบเห็นได้โดยทั่วไปจะเป็นรถโดยสารท้องถิ่น แต่การเดินทางที่สะดวกและง่ายที่สุด คงจะเป็นการเช่ารถขับ, นั่งแท็กซี่ และเที่ยวเมืองอื่น ๆ กับทริปที่จัดโดยสถาบัน ซึ่งเมืองหลัก ๆ ในประเทศคิวบานั้น จะเดินทางถึงโดยรถไฟ และรถบัส
เป็นหลัก
เมืองฮาวานาในตอนกลางวัน

ฮาวานาในตอนกลางคืน



เขตการเมืองปกครอง

เขตการเมืองปกครอง

คิวบา (อังกฤษและสเปน: Cuba) มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐคิวบา (อังกฤษ: Republic of Cuba; สเปน: República de Cuba) ประกอบด้วยเกาะคิวบา (เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะแอนทิลลิสใหญ่) เกาะคูเบนตุด (Isla de la Juventud) และเกาะเล็ก ๆ ใกล้เคียง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแคริบเบียนเหนือ ที่จุดบรรจบของทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และมหาสมุทรแอตแลนติก คิวบาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสหรัฐอเมริกาภาคตะวันออก และหมู่เกาะบาฮามาส ทางทิศตะวันตกของเกาะเติร์กและหมู่เกาะเคคอสและประเทศเฮติ ทางทิศตะวันออกของเม็กซิโก และทางทิศเหนือของหมู่เกาะเคย์แมนและเกาะจาเมกา สาธารณรัฐคิวบาเป็นเพียงประเทศเดียวในบริเวณภูมิภาคนี้ที่ยังคงมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์อยู่
ประวัติศาสตร์ชาวสเปนเดินทางมาถึงเกาะคิวบาครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2035 แต่ไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนักในระยะแรกเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและมีชาวอินเดียนอยู่น้อย จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเฮติเมื่อราวพ.ศ. 2333 คิวบาจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของสเปนแทนที่เฮติ
คิวบาเป็นดินแดนสุดท้ายในทวีปอเมริกาที่เป็นอาณานิคมของสเปน โคเซ มาร์ตี จัดตั้งพรรคปฏิวัติคิวบาเมื่อ พ.ศ. 2435 เพื่อเรียกร้องเอกราชจนถูกฆ่าเมื่อพ.ศ. 2438 การเรียกร้องเอกราชของคิวบาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งเรือของสหรัฐเกิดระเบิดในอ่าวของกรุงฮาวานาเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2440 ซึ่งกลายเป็นชนวนให้สหรัฐประกาศสงครามกับสเปน ผลของสงครามทำให้คิวบาได้รับเอกราชและอาณานิคมอื่นของสเปนกลายเป็นของสหรัฐอเมริกา
หลังจากได้รับเอกราช คิวบาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ในบางช่วงเช่น พ.ศ. 2460-2466 คิวบาถูกสหรัฐยึดครองและเข้ามาบริหารโดยตรง ทั้งนี้เพราะสหรัฐมีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำตาลของคิวบา อิทธิพลของสหรัฐสิ้นสุดลงเมื่อฟีเดล กัสโตร เข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดีฟุลเคนซีโอ บาติสตา และบริหารประเทศด้วยระบอบสังคมนิยมเมื่อ พ.ศ. 2502 เมื่อถูกสหรัฐตัดความสัมพันธ์และปิดกั้นทางการค้า และสนับสนุนชาวคิวบาโพ้นทะเลให้ก่อกบฏล้มรัฐบาลของกัสโตรจนเกิดวิกฤตการณ์เบย์ออฟฟิกส์เมื่อ 15 เมษายน พ.ศ. 2514 แต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลของกัสโตรจึงหันไปสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตและจีนแทน ปัจจุบันคิวบาเป็น 1 ใน 5 ประเทศคอมมิวนิสต์ในโลก (อีก 4 ประเทศคือ จีน เวียดนาม ลาว และเกาหลีเหนือ) และเป็นประเทศเดียวในทวีปอเมริกาที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์
การเมืองปกครอง
ด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
นโยบายทางเศรษฐกิจ     การแบ่งเขตการปกครอง14 จังหวัด (provinces) และ 1 เทศบาลพิเศษ* (special municipality) ได้ประกอบขึ้นเป็นประเทศคิวบา เขตปกครองนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่จากเดิมมีเพียง 6 จังหวัด คือ ปีนาร์เดลรีโอ (Pinar del Río) อาบานา (Habana) มาตันซัส (Matanzas) ลัสบียัส (Las Villas) กามากูเอย์ (Camagüey) และโอเรียนเต (Oriente)
1 อิสลาเดลาคูเบนตุด* (Isla de la Juventud)
2 ปีนาร์เดลรีโอ (Pinar del Río) 9 เซียโกเดอาบีลา (Ciego de Ávila)
3 ลาอาบานา (ฮาวานา) (La Habana) 10 กามากูเอย์ (Camagüey)
4 ซิวดัดเดลาอาบานา (ฮาวานาซิตี) (Ciudad de la Habana) 11 ลัสตูนัส (Las Tunas)
5 มาตันซัส (Matanzas) 12 กรันมา (Granma)
6 เซียนฟวยโกส (Cienfuegos) 13 ออลกิน (Holguín)
7 บียากลารา (Villa Clara Province) 14 ซันเตียโกเดกูบา (Santiago de Cuba Province)
8 ซังตีสปีรีตุส (Sancti Spíritus Province) 15 กวันตานาโม (Guantánamo)
ประชากรสาธารณรัฐคิวบา(Republic of Cuba) มีประชากรประมาณ 11,382,820 คน

ฟิเดล คาสโตร ( fidel castro )

คาสโตร  ( fidel  castro ค.ศ. 1927)
ฟิเดล  คาสโตร   เป็นนายกรัฐมนตรีคิวบา   ซึ่งเป็นเกาะใหญ่อยู่ในทะเลแคริบเบียน   คาสโตรศึกษาในมหาวิทยาลัย   และแข็งขันในการประท้วงของนักศึกษา   แล้วทำงานเป็นทนายความอยู่สองปี
                สมัยที่ฟูเลนชิโอ  บาติสตา   เป็นประธานาธิบดี   คิวบาเป็นประเทศที่ตำรวจกุมอำนาจ  ใน ค.ศ.1953 คาสโตรเป็นผู้นำกองทัพที่หาทางจะโค่นบาสติตา  ในปี ค.ศ.1959  เมื่อได้พยายามเป็นครั้งที่สามนั้น   กองทัพนี้ก็ชนะ   บาสติตาถูกบังคับให้หนีไป   คาสโตรกลายเป็นคนมีอำนาจที่สุดในรัฐบาลใหม่
                คาสโตรทำงานหนักเพื่อจะปรับปรุงเกษตรกรรม   การศึกษาและอุตสาหกรรมของคิวบา    เขาเป็นคอมมิวนิสต์   ภายใต้การปกครองของคาสโตร   คิวบาเป็นมิตรกับสหภาพโซเวียตและประเทสคอมมิวนิสต์อื่นๆ
คาสโตร  ( fidel  castro)

สิ่งควรรู้ก่อนเข้าคิวบา

เล็กๆน้อยๆ ของคิวบา
ประเทศคิวบา
คิวบาเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะอินดิสตะวันตก     พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์    นอกนั้นมีลักษณะเป็นภูเขาใหญ่น้อย  อาชีพหลักได้แก่การเกษตร   มีอ้อยเป็นพืชสำคัญ   คิวบาอยู่ใต้การปกครองของสเปนจนถึง  ค.ศ.1898   แล้วได้เป็นอิสระโดยได้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา    ใน ค.ศ.1959   กองทัพ “ คอมมิวนิสต์ ” ได้เข้ายึดอำนาจ   และในปัจุบันคิวบาเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เพียงประเทศเดียวในทวีปอเมริกา     คิวบาเป็นสาธารณรัฐ มี  ประธานาธิบดี  เป็นหัวหน้ารัฐบาล   ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

การปฏิวัติเกาะคิวบา

การปฏิวัติการปกครองของคิวบา
การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของคิวบาในปี ค.ศ. 1959 มีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหารการครอบงำทางเศรษฐกิจและการเมืองของอเมริกาที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 การเข้าไปลงทุนขยายกิจการปลูกอ้อยและการทำอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลของบริษัทอเมริกัน และบริษัทต่างชาติอื่นๆ  ได้ทำให้ผู้ผลิตอ้อยและผู้ผลิตน้ำตาลรายย่อยตลอดจนนายทุนระดับชาติของคิวบาไม่สามารถแข่งขันได้  เนื่องจากมีทุนน้อยกว่าจนต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก จากในสถิติปี ค.ศ. 1959 นั้น บริษัทอเมริกันเป็นเจ้าของโรงงานผลิตน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุด 9 ใน 10 แห่งของคิวบา  นอกจากนั้น ชาวอเมริกันยังเป็นเจ้าของกิจการไฟฟ้าและโทรศัพท์ถึงร้อยละ 90 กิจการรถไฟร้อยละ 50 กิจการธนาคารร้อยละ 25 กิจการน้ำมันและเหมืองแร่เกือบทั้งหมด เป็นต้น  สินค้าที่เข้ามาจากอเมริกาในแต่ละปีก็มูลค่ามหาศาล อันทำให้คิวบาต้องพึ่งพาอเมริกาและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นเริ่มต้นของคิวบาอย่างยิ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาวะเศรษฐกิจของคิวบาจึงถูกกำหนดโดยอเมริกาอย่างแท้จริง
ในทางการเมืองนั้น ผู้บริหารประเทศของคิวบาในระดับต่างๆจำนวนมากอยู่ภายใต้อิทธิพลของอเมริกา จึงพร้อมที่จะวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อสนองการลงทุนของนายทุนต่างชาติ แต่ไม่มีมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมการลงทุนของนายทุนคิวบา และช่วยพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความไม่พอใจการใช้อำนาจการปกครองแบบเผด็จการของประธานาธิบดีบาติสต้า ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาลสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ที่คัดค้านรัฐบาลก็ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง
ในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 ฟิเดล คาสโตร นักกฎหมายชาวคิวบาได้นำกำลังติดอาวุธกว่า 100 คนเข้าโจมตีค่ายทหารมอนกาดา(Moncada) ที่เมืองซานติอาโก เด กูบา แต่ต้องพ่ายแพ้แก่ฝ่ายทหาร อย่างไรก็ตามการกระทำครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติโค่นล้มประธานาธิบดีบาติสตา และเป็นที่มาของ "ขบวนการ 26 กรกฎาคม" ฟิเดล คาสโตรและน้องชายชื่อ ราอูล คาสโตร ถูกจับและถูกพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 15 ปี แต่ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1955 กลุ่มของคาสโตรได้รับการอภัยโทษ จึงได้เดินทางไปยังอเมริกาและเม็กซิโกเพื่อเตรียมการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง
ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1956 ฟิเดล คาสโตร พร้อมด้วย Ernesto Che Guevara นักปฏิวัติชาวอาร์เจนตินา จึงได้นำกองกำลังติดอาวุธ 82 คนจากเม็กซิโกมาขึ้นฝั่งที่จังหวัดโอเรียนเตในคิวบา กองกำลังดังกล่าวได้ปะทะกับทหารของรัฐบาลและรอดชีวิตเพียง 12 คน จึงต้องหลบหนีไปตั้งมั่นอยู่บริเวณเทือกเขามาเอสตรา เพื่อใช้เป็นฐานทำการปฏิวัติต่อไป

บรรดานักปฏิวัติที่รอดตาย

-ฟิเดล คาสโตรและดอร์ติโกส  เป็นนักกฎหมาย
-ราอูล คาสโตรและโชมอน    เป็นนักศึกษา
-เปเรสและบาเยโฮ เป็นแพทย์
-ปาอิส เป็นอาจารย์
-เซียนฟูเอโกสและอัลเมเฮอิราส เป็นชนชั้นกลางที่ตกงาน
-เช กูวาร่าเป็นนักศึกษาแพทย์
ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1956 ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1958 มีผู้เข้าร่วมสมทบในกองกำลังปฏิวัติเพียงประมาณ 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกรรมกรโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ใช้แรงงานในไร่นา และชาวนายากจน  บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เลื่อมใสหรือเข้าใจอุดมการณ์สังคมนิยมแต่อย่างใด แต่ต้องการเพียงจะต่อสู้กับพวกนายทุนที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบและยึดที่ดินทำกิน  ฝ่ายปฏิวัติต้องสร้างพันธมิตรกับชาวนาในเขตที่ทำสงครามจรยุทธ์โดยให้สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนด้านวัตถุ เช่น ช่วยซื้อผลิตผลทางการเกษตรและจัดหาเครื่องอุปโภคที่ขาดแคลนมาให้ เป็นต้น  
ความไม่พอใจระบอบเผด็จการของบาติสต้าและสภาพสังคที่เป็นอยู่ทำให้มีการแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มต่างๆหลายครั้ง ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1957 นักศึกษาได้กโจมตีทำเนียบประธานาธิบดี ในเดือนสิงหามปีเดียวกัน ได้มีการนัดหยุดงานทั่วไป  ในเดือนต่อมาทหารเรือที่เมืองเซียนฟูเอโกสได้ก่อการแข็งข้อต่อรัฐบาล และในเดือนเมษายน ค.ศ. 1958 ก็ได้มีการนัดหยูดงานทั่วไปอีก  ในเวลาเดียวกนนี้ ขบวนการปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร ก็สามารถเปิดแนวรบที่ 2 ที่เทือกเขากริสตาล
วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1959 กองกำลังฝ่ายปฏิวัติก็ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด  โดยเข้ายึดกรุงฮาวานาได้ด้วยกำลังที่มีไม่ถึง 2,000 คน ประธานาธิบดีบาติสต้าหลบหนีไปสาธารณรัฐโดมินิกัน ถือเป็นความสำเร็จของคณะปฏิวัติ
การปฏิวัติไปสู่ระบบสังคมนิยมก่อให้เกิดผลเสียหายเป็นอย่างมากต่อนายทุนชาวอเมริกันที่เคยมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในคิวบา ซึ่งในที่สุดก็ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับอเมริกาต้องเสื่อมทรามลง อเมริกาได้จำกัดจำนวนการนำเข้าน้ำตาลจากคิวบา  ปิดล้อมเมืองท่าคิวบาเพื่อขัดขวางการขนถ่ายสินค้า ตลอดจนส่งกองกำลังติดอาวุธ เข้ารุกรานคิวบา อันนำไปสู่กรตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศในเดือนมกราคม ค.ศ. 1961 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1962 องค์การนานารัฐอเมริกัน(Organizacion de los Estados Americanos) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของอเมริกาก็ได้ขับไล่คิวบาออกจากการเป็นสมาชิก เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นี้ รัฐบาลคิวบาจึงต้องรีบปฏิวัติไปสู่ระบบสังคมนิยมให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของชาติ คิวบาได้เสริมสร้างกำลังทหาร ในขณะเดียวกันก็ได้กระชับความสัมพันธฺกับสหภาพโซเวียตมากขึ้น เพื่อขอความช่ยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจและกองทัพ ในช่วงเวลานี้เองที่คิวบาได้รับรูปแบบการจัดระบบการเมืองการปกครองจากสหภาพโซเวียตมาเรื่อยๆ  มีการจัดองค์การทางการเมืองและองค์การทางเศรษฐกิจแบบสหภาพโซเวียต  ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1965  พรรคการเมืองภายใต้การนำของฟิเดล คาสโตร ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาใช้ชื่อว่า "พรรคคอมมิวนิสต์คิวบา" (Partido Communista de Cuba)

ในที่สุดเมื่อฟิเดล คาสโตร เห็นว่าระบบสังคมนิยมในคิวบามีความมั่นคงเพียงพอแล้วจึงได้ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองครั้งใหม่ในปี ค.ศ. 1976 โดยมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มีสถาบันและกระบวนการทางกรเมืองที่ใกล้เคียงกับของสหภาพโซเวียต เริ่มเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นโดยตรง และให้มีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยตัวแทนประชาชน ระบบดังกล่าวได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน...